อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ปีนังและมะละกาเมืองไทย

แชร์เรื่องนี้

< เรื่องโดย… ลลิตา ศิริไพบูลย์ >

ครที่เคยไปเมืองมะละกาและปีนัง ประเทศมาเลเซีย หรือแม้แต่ประเทศสิงคโปร์และมาเก๊ามาแล้ว คงร้องอ๋อ รู้ว่าสถาปัตยกรรมแบบชิโนโปรตุกีส (Sino- Portuguese) เป็นอย่างไร สวยงามและมีเสน่ห์ชวนหลงใหลเพียงไหน

แต่ถ้ายังไม่เคยไป แล้วอยากรู้ว่าที่เขาเรียกว่า จีนนิดๆ โปรตุกีสหน่อยๆ นี้เป็นยังไง ไม่ต้องไปไกลถึงเมืองต่างๆ ที่กล่าวมานะคะพี่น้อง ตีตั๋วไปแค่ภูเก็ตก็เจอแล้วค่ะ ชิโนโปรตุกีส หรือสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานศิลปะทั้งตะวันออกและตะวันตกนี้ ถือกำเนิดขึ้นในย่านแหลมมลายูมาตั้งแต่ยุคจักรวรรดินิยมตะวันตกราวกลางพุทธศตวรรษที่ 21 โน่น เนื่องจากในสมัยนั้นชาวโปรตุเกสได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐาน และทำการค้าบริเวณเมืองท่ามะละกา ประเทศมาเลเซีย และสร้างอาคารบ้านเรือนแบบฝรั่งขึ้น ต่อมาชาวจีนในละแวกนี้ก็ได้นำผังการก่อสร้างแบบฝรั่งไปปรับเปลี่ยนรูปแบบให้สอดคล้องกับคติความเชื่อของจีนโบราณ แล้วสร้างอาคารบ้านเรือนที่มีลักษณะดีตามแนวคิดจีน พร้อมทั้งตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้นระบายสีตามแบบฉบับของตน จนสุดท้ายก็ได้เกิดสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวขึ้นมา เรียกสถาปัตยกรรมนี้ว่า “ชิโนโปรตุกีส” นั่นเอง

ลิงก์ผู้สนับสนุน
สี่แยกไฟแดง อำเภอเมืองภูเก็ต

ภาพโดย Chalit Manipalviratn จาก flickr.com/neung-chalit

ในบ้านเรามีสถาปัตยกรรมแบบชิโนโปรตุกีสให้เห็นอยู่ประปรายในหลายๆ เมืองเกือบทั่วภาคใต้ฝั่งตะวันตก ทั้งในจังหวัดภูเก็ต ระนอง กระบี่ พังงา และ ตรัง แต่ที่มีอยู่เยอะหนาแน่น และคงสภาพความดิบไว้ใด้อย่างไม่สั่นคลอนที่สุด ก็ต้องยกให้ภูเก็ต ซึ่งนับว่าเป็น “เมืองหลวง” ของชิโนโปรตุกิสในไทยเลยก็ว่าได้

ไม่ต้องงง ว่าบ้านเราไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของใคร แต่เหตุไฉนจึงมีตึกฝรั่งกลุ่มเบ้อเริ่มเทิ่มมาโผล่อยู่ใจกลางเมืองท่องเที่ยวอันด้บต้นๆ ของประเทศซะได้ ครูของคุณสอนมาไม่ผิด ตำราเรียนก็ไม่ได้หลอก เพียงแต่เนื่องจากในราวสมัยรัชกาลที่ 5 เมืองภูเก็ตทำการค้าขายกับเมืองปีนังของมาเลเซีย ในช่วงนั้นจึงมีนักธุรกิจชาวจีนที่ร่ำรวยจากการทำเหมืองแร่ดีบุกหลั่งไหลเข้ามาในภูเก็ตเป็นจำนวนมาก และได้สร้างอาคารต่างๆ เหล่านี้ขึ้นในสมัยของพระยารัษฏานุประดิษฐ์มหิศรภักดี หรือคอซิมบี๊ ณ ระนอง เมื่อครั้งเป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต ในช่วงปี พ.ศ. 2444-2456

อาคารบ้านเรือน อำเภอเมืองภูเก็ต

ภาพโดย gasdust จาก flickr.com/gasdust

ด้วยประการฉะนี้ เมืองเก่าภูเก็ตจึงเต็มไปด้วยกลิ่นอายของศิลปวัฒนธรรมปีนัง ซึ่ง ณ วันนี้ปีนังได้รับการโหวตให้ขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลก ตามหลังเมืองมะละกาไปติดๆ เป็นที่เรียบร้อยโรงเรียนยูเนสโกแล้ว

เมื่อกาลเวลาหมุนเวียนไป ยุคการค้าดีบุกที่เฟื่องฟูก็กลายเป็นเพียงอดีต แต่อาคารบ้านเรือนย่านการค้าเหล่านี้หาได้ถูกทิ้งร้างหรือทำลายไป ทว่ายังมีคนพักอาศัย ดูแลรักษา และตกทอดกันเรื่อยมา จนกระทั่งนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติต้องมนตร์เสน่ห์ เจ้าของจึงค่อยๆ ปรับเปลี่ยนบ้านให้เป็นร้านอาหารบ้าง เกสต์เฮ้าบ้าง และแกลเลอรี่แสดงผลงานศิลปะบ้าง เพื่อรองรับธุรกิจท่องเที่ยว ในขณะที่ผู้คนท้องถิ่นก็ยังคงอนุรักษ์ศิลปะดั้งเดิมไว้อย่างเหนียวแน่นและไม่ทิ้งบ้านเกิดให้นายทุนต่างถิ่นเข้ามาแสวงหาผลกำไรอย่างไร้จิตสำนึกเหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับเมืองอื่นๆ ย่านการค้าเก่าแห่งนี้จึงยังคงเต็มไปด้วยความสวยแบบเดิมๆ และคลาสสิก เทศบาลนครภูเก็ต และหน่วยงานต่างๆ ทั้งจากภาครัฐและเอกชนได้เล็งเห็นคุณค่า จึงร่วมกันฟื้นฟูพัฒนาย่านเมืองเก่าอย่างจริงจัง ให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมศิลปกรรมเพื่อสร้างเอกลักษณ์ของเมืองภูเก็ต

อาคารหลากสี อำเภอเมืองภูเก็ต

ภาพโดย wesleywoo จาก flickr.com/wesleywoo

สถาปัตยกรรมชิโนโปรตุกีส หรือสถาปัตยกรรมแบบอาณานิคม (โคโลเนียล) ในภูเก็ตมีทั้งแบบตึกแถว ภาษาจีนเรียกว่า “เตี้ยมฉู่” และแบบบ้านเดี่ยวหรือ “อังม้อหลาว” ที่แปลว่า บ้านหลังใหญ่หรือคฤหาสน์

เตี้ยมฉู่ ส่วนมากมีสองชั้น หน้าบ้านที่ติดถนนสร้างเป็นซุ้มประตูโค้งหรือช่องทางเดินมีหลังคาคลุมต่อเนื่องกันทุกๆ บ้าน เพื่อกันแดดกันฝนสำหรับผู้ที่สัญจรไปมา ชาวจีนเรียกช่องทางเดินนี้ว่า “หง่อคาขี่” ส่วนชาวไทยเรียกทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า “อาร์เคด” (arcade) ห้องแถวเตี้ยมฉู่ค่อนข้างแคบ แต่ด้านในยาวลึกมาก แบ่งพื้นที่ใช้สอยไปตามความลึกได้หลายส่วน โดยด้านหน้าทำเป็นร้านค้าหรือสำนักงาน ถัดไปเป็นห้องพักผ่อน ห้องอาหาร ห้องครัว ฯลฯ กลางตึกมี “ฉิ่มแจ้” หรือ “ซิมแจ้” ซึ่งก็คือบ่อน้ำกลางบ้าน เจาะช่องเพดานเพื่อให้แสงส่องเข้ามาในบ้าน และอากาศถ่ายเทสะดวก บ้านแบบนี้จึงมักจะเย็นสบายและอากาศปลอดโปร่ง

สถาปัตยกรรมจีน อำเภอเมืองภูเก็ต

ภาพโดย gasdust จาก flickr.com/gasdust

บริเวณที่เรียกว่าเป็นเมืองเก่าภูเก็ตนี้ครอบคลุมตั้งแต่ถนนรัษฎา ถนนพังงา ถนนเยาวราช ถนนกระบี่ ถนนดีบุก ถนนถลาง และถนนเทพกระษัตรี แม้ไม่กว้างใหญ่นัก แต่ก็ไม่เล็กกระจิ๋วหลิว ถ้าจะเที่ยวชมเมืองเก่าภูเก็ตให้ถึงกึ๋น อันดับแรกคือ หาที่จอดรถแล้วลงเดิน เนื่องจากถนนในละแวกนี้ส่วนใหญ่เดินรถทางเดียว การขับหรือขี่รถเที่ยวอาจไม่สะดวกนัก คุณอาจวนไปวนมาจนรู้สึกเหมือนอยู่ในเขาวงกต และอาจเวียนหัวท้อแท้ไปเสียก่อนจะเที่ยวได้ทั่ว แต่ถ้าลงเดินเที่ยวจะสามารถเจาะลึกได้ทุกซอกทุกมุม แวะถ่ายรูปสวยๆ คู่กับตึกงามๆ และแวะตามร้านต่างๆ ได้ตามใจอยาก ค่อยๆ เดินเลาะเลียบไปตามหง่อคาขี่แสนสบาย ไม่โดนแดดโดนฝนออกเดินแต่เช้า แวะถ่ายรูปบ้าง นั่งเล่นในร้านสวยๆ บ้าง กินของอร่อยๆ บ้างอะไรบ้าง ชิลๆ ไป ไม่พันหมดวันก็เที่ยวได้เต็มอิ่มครบถ้วนแล้ว

สี่แยกไฟแดง อำเภอเมืองภูเก็ต

ภาพโดย Lutz จาก flickr.com/lutz536

แนะนำให้จอดรถบนถนนถลาง จากนั้นเตรียมกล้องถ่ายรูปให้พร้อม เตรียมเมมโมรี่การ์ดเผื่อไปให้เต็มที่ แล้วเริ่มต้นออกเดินไปยังจุดหมายแรก นั่นคือ ศูนย์บริการข้อมูลท่องเที่ยวเทศบาลนครภูเก็ต ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 63 ติดร้านหนัง (สือ) ๒๕๒๑ เข้าไปชมนิทรรศการที่ทางเทศบาลนครภูเก็ตจัดแสดงไว้อย่างสวยงาม เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของเมืองภูเก็ตและรายละเอียดของศิลปะรูปแบบต่างๆ ในย่านนี้อย่างคร่าวๆ ได้ แถมยังมีเอกสารแจกฟรีที่ควรหยิบมาศึกษาก่อนออกเดินเที่ยว จะได้เที่ยวอย่างสนุกและมีรสชาติมากขึ้น เพราะรู้และเข้าใจที่มาที่ไปของสถานที่แต่ละแห่ง อาคารแต่ละหลังแล้วนั่นเอง

สะสมข้อมูลมาเต็มเพียบแล้ว ก็ออกเดินต่อไปอีกหน่อยถึงซอยรมณีย์ ซอยสั้นๆ แต่ชื่อเสียงนั้นไม่ธรรมดา เพราะทั้งซอยเต็มไปด้วยตึกแถวชิโนโปรตุกีสสีจี๊ดตั้งเรียงต่อๆ กัน เหมาะเป็นฉากให้คนหน้าตาดีอย่างเราๆ โพสท่าถ่ายรูปเป็นที่สุด และแม้ฝีมือการถ่ายภาพจะเห่ยยังไง ภาพก็ออกมาสวยแจ๋ว วิวของซอยนี้จึงไปโผล่ในหนัง ละคร มิวสิควิดีโอ หนังสือ และนิตยสารดังๆ มาแล้วมากมาย

สี่แยก หอนาฬืกา อำเภอเมืองภูเก็ต

ภาพโดย Vivien Klomp จาก maessemarketingconsulting.de

ออกจากซอยรมณีย์มายังถนนถลาง เลี้ยวซ้ายเดินผ่านย่านชาวมุสลิมและร้านขายผ้า แถว ๆ นี้มีร้านขายชุดเสื้อลูกไม้กับโสร่งปาเต๊ะที่เป็นชุดลูกผสมระหว่างชุดคนจีนกับคนพื้นเมืองในคาบสมุทรมลายู ที่เรียกว่า “บาป๋า” และ “ย่าหยา” หรือที่รู้จักกันในภาษาอังกฤษว่า “Nyonya” ใครเปรี้ยวมากอยากซื้อหามาใส่ถ่ายรูปขำๆ คู่กับตึกเก่าก็ลองดู

ออกเดินต่อไปจนถึงสี่แยกแถวน้ำ จะเห็นกลุ่มตึกแถวยุคแรกเริ่มอยู่ฝั่งตรงข้ามถนนเทพกระษัตรี เลี้ยวขวาเดินต่อไปอีกหน่อยจนถึงแยกธนาคารชาร์เตอร์ จะเจอตึกสีขาวขนาดใหญ่ ด้านบนมีหอนาฬิกาที่นับเป็นแลนด์มาร์กของเมืองเก่าภูเก็ตแห่งหนึ่งเลยก็ว่าได้ ปัจจุบันตึกนี้เป็นที่ทำการของศูนย์รวมข่าวพรหมเทพ และแน่นอนว่ากิจกรรมหลัก ณ จุดนี้ก็คือการถ่ายรูป

เดินตรงต่อไปจนเจอถนนรัษฎา เลี้ยวขวาไปจะเจอโรงแรมถาวรอยู่ฝั่งตรงข้ามถนน ข้ามไปแวะชมพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นโรงแรมถาวร จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้โบราณ มีทั้งเครื่องประดับแบบจีน รองเท้าลูกปัดของสตรีผู้ดีจีน ถ้วยโถโอชามสารพัด อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำเหมืองแร่ดีบุก ใบปิดหนังรุ่นเก่า เครื่องฉายภาพยนตร์โบราณ รวมทั้งภาพถ่ายโบราณของเมืองภูเก็ต

อาคารบ้านเรือน อำเภอเมืองภูเก็ต

ภาพโดย AILINK จาก flickr.com/ailink

เดินไปบนถนนรัษฎา ผ่านธนาคารกรุงศรีอยุธยาไปจนถึงวงเวียนน้ำพุหรือวงเวียนสุริยเดช แล้วเดินตรงต่อไปบนถนนระนอง ผ่านคิวสองแถวและตลาดสดไปจนเจอศาลเจ้าปุดจ้อ แวะสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้วเดินวกกลับมาทางเดิม ผ่านบริษัทการบินไทยทางด้านซ้ายมือ เข้าไปแวะชมอาคารด้านในซึ่งเป็นอังม้อหลาวที่สวยงามแห่งหนึ่ง จากนั้นก็เดินกลับมาที่วงเวียนน้ำพุ เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนเยาวราช เดินไปอีกนิดจนเจอสามแยกก็เลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนพังงา ผ่านศาลเจ้าแสงธรรม โรงแรมออนออน อีกหนึ่งโรงแรมยุคบุกเบิกของเมืองภูเก็ต ย่านนี้มีแกลเลอรี่และสตูดิโอหลายแห่ง แวะเข้าไปพักเหนื่อยและชิลกับงานศิลปะงามๆ กันได้

สุดถนนพังงาจะเจอแยกธนาคารชาร์เตอร์อีกครั้ง เลี้ยวซ้ายเลาะไปเข้าถนนถลางอีกที เดินลอดหง่อคาขี่ ชมตึกแถวริมสองฝั่งถนนไปเรื่อยๆ ผ่านร้านหนัง (สือ) ๒๕๒๑ แวะซื้อโปสต์การ์ดส่งหาคนที่คิดถึงซะหน่อยก็ไม่เลว เดินไปอีกก็จะเจอร้านซินแอนด์ลีซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งแรกของภูเก็ตอยู่ทางฝั่งขวา และร้านหงวนชุนต๋อง ร้านขายยาแห่งแรกของภูเก็ต ที่ขายยาจีนแผนโบราณมานานกว่า 100 ปีอยู่ทางฝั่งซ้าย

ร้านอาหาร อำเภอเมืองภูเก็ต

ภาพโดย gasdust จาก flickr.com/gasdust

สุดถนนถลางแล้วเดินตรงต่อไปยังถนนกระบี่ จะเจอพิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัวอยู่ทางฝั่งขวา ตัวอาคารสวยสง่าแบบชิโนโปรตุกีสแท้ๆ ตึกหลังนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2477 แต่เดิมเคยเป็นโรงเรียนภูเก็ตไทยหัว เปิดทำการเรียนการสอนมานานถึง 60 ปี กระทั่งโรงเรียนได้ย้ายไปที่ถนนวิชิตสงครามในปี พ.ศ.2538 จึงได้มีการปรับเปลี่ยนอาคารหลังนี้ให้เป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับความเป็นมาของโรงเรียนและชาวจีนในภูเก็ต ไปจนถึงรายละเอียดของศิลปะรูปแบบต่างๆ ในย่านนี้แบบเจาะลึก ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม วัฒนธรรม ประเพณี อาหารการกิน หรือการแต่งกาย

ภายในพิพิธภัณฑ์แบ่งการจัดแสดงเป็นห้องต่างๆ 13 ห้อง แต่ละห้องมีชื่อและรูปแบบการจัดแสดงที่สวยงามและน่าสนใจแตกต่างกันไป มีทั้งการฉายวีดีทัศน์แสดงตัวอย่างตำราเรียนจีนโบราณ ตัวอย่างชุดเครื่องแต่งกาย ภาพถ่ายโบราณของโรงเรียน และผู้ก่อตั้งโรงเรียน รวมทั้งภาพถ่ายของเมืองภูเก็ต ทั้งยังมีภาพสวยๆ ของอาหารการกินและอื่นๆ อีกจำนวนนับไม่ถ้วน รับรองว่าคุ้มค่าเข้าชมแน่นอน แถมยังช่วยส่งเสริมให้พิพิธภัณฑ์ดีๆ อย่างนี้อยู่เป็นศูนย์กลางการเผยแพร่ความรู้คู่เมืองภูเก็ตต่อไปด้วย

ร้านอาหาร อำเภอเมืองภูเก็ต

ภาพโดย AILINK จาก flickr.com/ailink

ออกจากพิพิธภัณฑ์แล้วอย่าเพิ่งท้อแท้ แม้กล้ามเนื้อขาจะเริ่มสั่น บอกตัวเองว่าขาฉันน่ะ “สั่นสู่” แล้วเลี้ยวขวาเดินต่อบนถนนสายเดิมไปจนถึงบ้านเลขที่ 98 อันเป็นที่ตั้งของอังม้อหลาว ที่น่าเข้าเยี่ยมชมอีกหลังหนึ่ง ที่นี่คือ พิพิธภัณฑ์บ้านชินประชาอันโด่งดังนั่นเอง บ้านหลังนี้เป็นอังม้อหลาวสไตล์ชิโนโปรตุกีสหลังแรกของภูเก็ต โดยสร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2446 ถึงปัจจุบันจึงมีอายุอานามปาเข้าไปถึง 109 ปีแล้ว

ความสวยงามของบ้านหลังนี้การันตีได้จากการเป็นโลเกชั่นละครหลายเรื่อง และเป็นฉากหลังให้นิตยสารหลายเล่ม มีคนดังมากมายแวะมาเยี่ยมชมอย่างไม่ขาดสาย ยิ่งถ้าได้รู้รายละเอียดความเป็นมาของสมบัติและเครื่องประดับตกแต่งแต่ละชิ้นในแต่ละมุมของบ้านแล้วจะยิ่งอึ้งกิมกี่ เช่น กระเบื้องปูพื้นนำเข้าจากอิตาลี ชุดโต๊ะมุก ตู้ เตียง ฯลฯ ล้วนนำเข้าจากต่างประเทศทั้งสิ้น ซิมแจ้ ณ กลางบ้าน ก็อลังการงานสร้างมากค่ะคุณผู้ชม ถ้ามาเมืองเก่าภูเก็ตแล้วไม่ได้มาเห็นบ้านหลังนี้กับตาละก็ เสียดายแย่

สี่แยก อำเภอเมืองภูเก็ต

ภาพโดย Chalit Manipalviratn จาก flickr.com/neung-chalit

จากบ้านชินประชา เดินกลับไปทางเดิมจนถึงสามแยก เลี้ยวซ้ายไปเจอถนนสตูล ตามด้วยเลี้ยวขวาที่สามแยกต่อไปส่ถนนดีบุก เดินชมกลุ่มอาคารเก่าไปเรื่อยๆ จนถึงสี่แยกที่ตัดกับถนนเยาวราช มีศูนย์รวมอาหารพื้นเมืองภูเก็ต ลกเที้ยนอยู่ทางมุมขวามือ และร้านกาแฟสด+เบเกอรี่ พีเรร่า (Pirrera) อยู่อีกมุมฝั่งตรงข้ามกัน ณ จุดนี้โปรดอย่ารอช้า ยกกล้องขึ้นมาชักภาพตึกห้องหัวมุมสุดคลาสสิกเสียแต่โดยดี ส่วนใครที่ท้องมันส่งเสียงจ๊อกๆ ว่าไม่ไหวแล้ว กรุณาดูแลตัวเองด้วยอาหารการกินที่มีอยู่เพียบในย่านนี้ กองทัพจะได้เดินต่อไปได้ไม่สะดุด

จากหน้าซอยสุ่นอุทิศ เดินต่อไปบนถนนเยาวราช มุ่งหน้าวงเวียนน้ำพุ เจอสี่แยกแรกก็เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนถลางอีกครั้ง หากพักอยู่ในย่านนี้อาจจะกลับเข้าที่พักไปก่อนออกมาอีกทีในตอนเย็นๆ ค่ำๆ หรือจะแวะนั่งชิลที่ร้านไหนอีกสักหน่อยก่อนกลับไปที่รถก็ได้ หรือถ้ายังพอมีเวลาและพลังงานเหลือ จะขับรถไปเที่ยวชมอาคารจุดอื่นๆ ที่อยู่รอบนอกเมืองเก่าไปหน่อยก็ไม่เลว เช่น ที่ทำการไปรษณีย์ภูเก็ต ถนนถลาง หรือสำนักงานบริการโทรศัพท์ภูเก็ต ถนนพังงา อะไรอย่างนี้ หรือจะออกไปเที่ยวตามหาดต่างๆ ขึ้นไปจุดชมวิวยอดเขานาคเกิด พร้อมสักการะพระพุทธมิ่งมงคลเอกนาคคีรี หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าพระใหญ่ จะจูงมือที่รักไปดูพระอาทิตย์ตกที่แหลมพรหมเทพก็ยังเป็นโปรแกรมสุดคลาสสิกไม่มีเบื่อ

รถสองแถว อำเภอเมืองภูเก็ต

ภาพโดย Jamie Monk จาก flickr.com/jamiemonk

ถ้าคุณไม่ค่อยได้สัมผัสวัฒนธรรมและประเพณีจีนมาก่อน ภูเก็ตเป็นอีกแห่ง “คุณจะเที่ยวได้สนุก เพราะได้กิ๊วก๊าวกับอะไรๆ ที่ไม่คุ้นหน้าคุ้นตา แต่สำหรับลูกไทยเชื้อสายจีนทั้งหลายก็อย่าได้สบประมาท คิดว่าต้องมาดูบ้านของบรรพบุรุษอันแสนน่าเบื่อเลยทีเดียวเชียว แค่ดูรูปก็รู้แล้วว่าที่นี่ไม่ธรรมดา ตึกสวยๆ เก๋ๆ แบบนี้ไม่มีให้ดูในย่านเยาวราช กรุงเทพฯ นะจ๊ะ และถ้าได้ลองมาศึกษาประวัติศาสตร์จะพบว่าไม่น่าเบื่ออย่างที่หลายคนคิด แถมได้อิ่มอร่อยกับอาหารพื้นเมือง ทั้งคาวและหวานที่ถ่ายทอดรุ่นสู่รุ่นมาจากต้นตำรับชาวจีนฮกเกี้ยน ไดยไม่ต้องถือพาสปอร์ตถ่อไปกินไกลถึงปีนังหรือมะละกา ขอบอกว่า ต้องเบิ้ลอีกหลายรอบแน่ๆ

หากใครที่หลงเสน่ห์เมืองภูเก็ตเข้าเต็มๆ แล้วละก็ แนะนำให้ดื่มด่ำกันอีกนิด ด้วยการเลือกพักเกสต์เฮ้าส์ที่ดัดแปลงจากตึกโบราณสักคืน รับรองว่าอิ่มเอมใจแน่นอนค่ะ

การเดินทาไป…อำเภอเมืองภูเก็ต

ภูเก็ตอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 862 กิโลเมตร ถ้าไปโดยรถยนต์ส่วนตัว ออกจากบางกอกโดยใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 35 (ถนนพระราม 2 หรือธนบุรี-ปากท่อ) ไปจนถึงอำเภอปากท่อ แล้วแยกซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) จนถึงชุมพร จากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 41 ต่อไปจนถึงสุราษฎร์ธานี แยกขวาเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 401 ไปจนถึงอำเภอพนม เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 4118 จนไปบรรจบกับทางหลวงหมายเลข 4 อีกครั้งที่อำเภอทับปุด แยกขวาผ่านจังหวัดพังงาและอำเภอตะกั่วทุ่ง แล้วข้ามสะพานสารสินเข้าสู่จังหวัดภูเก็ต

ถ้าไม่อยากขับรถไปเองก็ไปกับรถโดยสารประจำทางได้ ขึ้นรถที่สถานีขนส่ง ผู้โดยสารกรุงเทพฯ (ถนนบรมราชชนนี) มีรถออกจากกรุงเทพฯ ทุกวัน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 12 ชั่วโมง ลงรถที่สถานีขนส่งจังหวัดภูเก็ตบนถนนพังงา ใกล้ๆ ย่านเมืองเก่าพอดิบพอดี

แต่ที่สบายและปลอดภัยที่สุดคือไปเครื่องบิน ใช้เวลาเดินทางแค่ประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาทีเท่านั้น และหากจับจ้องโปรโมชั่นจากสายการบินราคาประหยัดตั้งแต่เนิ่นๆ เผลอๆ ค่าตั๋วรวมภาษีอาจถูกกว่าค่าตั๋วรถทัวร์หรือค่าน้ำมันรถยนต์เสียด้วยซ้ำ

ลิงก์ผู้สนับสนุน

แชร์เรื่องนี้