ดอยขุนแม่ยะ ซากุระเมืองไทย จ.เชียงใหม่

แชร์เรื่องนี้

< เรื่องโดย…”ลลิตา ศิริไพบูลย์” >

รู้กันหรือไม่…นอกจากเชียงใหม่จะมี “แพนด้ากวัก” ที่กลายเป็นสัตว์ประจำถิ่นชนิดใหม่ ทำหน้าที่แทนแมวกวักคอยเรียกนักท่องเที่ยวให้ไหลมาเทมาแล้ว เมืองหลวงแดนล้านนาแห่งนี้ยังมี “นางพญาเสือโคร่ง” เป็นจุดขายอีกด้วย!

อ๊าย-ย-ย…เสือโคร่งที่ว่าน่ะไม่ได้หมายถึงเสือโคร่งที่ร้องโฮกๆนะค้า!

ลิงก์ผู้สนับสนุน
ดอกพญาเสือโคร่ง ดอยขุนแม่ยะ

ภาพโดย auxin @ Pantip.com

แต่นางพญาเสือโคร่งนางนี้คือต้นไม้ใบสีเขียว ดอกสีชมพูหวานแหวว ญาติสนิทกับต้นซากุระของพี่ยุ่นปี่ที่ว่ากันว่างามนักงามหนานั่นไง นางทำหน้าที่ประดับประดาดอยน้อยดอยใหญ่หลายๆ ดอยในย่านนี้ให้เป็นดอยสีชมพูสวยหวานตระการตา งามแต๊ๆ งามขนาด งามจนฝูงชนที่ได้สัมผัสความงามของเธอต่างก็โหวตกันเป็นเอกฉันท์ว่า มาชมซากุระไทยแค่เชียงใหม่นี้ก็สวยเหมือนได้ไปเที่ยวชมซากุระที่ญี่ปุ่น เผลอๆ อาจจะสวยกว่าด้วยซ้ำ เพราะซากุระญี่ปุ่นเขามีสีออกขาว ดูแล้วแอบเศร้าบอกไม่ถูก แต่ซากุระบ้านเราสีช็อกกิ้งพิ้งค์ ชมพู้ชมพูกริ๊บกริ๊ว “cute” กว่าตั้งเยอะ!

จริง ๆ แล้วนางพญาเสือโคร่งหรือซากุระไทยนั้น เธอสวยเริดคู่เมืองเหนือของเรามาตั้งนานนมแล้ว แต่ความงามของเจ้าหล่อนไม่ได้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาหมู่เฮาโดยกว้างขวาง เพราะเหล่านางเสือทั้งหลายจะอวดโฉมให้ชมกันเฉพาะบนดอยสูงเสียดเมฆที่อากาศเย็นจัดและเป็นป่าต้นน้ำลำธารอันบริสุทธิ์ แต่ละดอยนั้นหรือก็ไกลแสนไกลและไปยากไปเย็น ซากุระของไทยเราเลยยังไม่ได้เป็นนางเอกในนิยายหรือในหนังในละครจนโด่งดังจริงจังกับเขาสักเท่าไร จนต่อมาเมื่อเริ่มมีการปลูกเหล่านางพญาเสือโคร่งตามพื้นที่ต่าง ๆ มากขึ้น ชาวไทยจึงได้เริ่มรู้จักมักคุ้นกับซากุระพันธุ์นี้ จนค่อยๆ เป็นที่รู้จักในวงกว้างว่า บ้านเราก็มีซากุระงาม ๆ กับเขาเหมือนกัน

ต้นพญาเสือโคร่งเต็มภูเขา ดอยขุนแม่ยะ

ภาพโดย auxin @ Pantip.com

และสุดยอดตำนานสถานที่ชมซากุระเมืองไทยแห่งทศวรรษนี้ ก็ต้องยกให้ดอยขุนแม่ยะ บนเขตรอยต่อระหว่างจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดแม่ฮ่องสอนนี่แหละ ลองใครได้ไปเห็นกับตา เป็นต้องอ้าปากค้างกันทุกราย ในทุกๆ ปี ทันทีที่อุณหภูมิลดต่ำลง เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า หน้าหนาวมาถึงแล้ว เหล่านางพญาเสือโคร่งบริเวณหน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่ยะก็จะทยอยกันผลัดใบ แล้วพร้อมใจกันผลิดอกงามสีชมพออกมาฟูเต็มต้น ดงพญาเสือโคร่งสีชมพูแต่งแต้มความหวานให้ภูเขาทั้งลูกแปลงร่างเป็นดอยช็อกกิ้งพิ้งค์ สวยปิ๊งให้เราแย่งกันปีนดอยขึ้นไปดูก่อนดอกสวยๆ จะร่วงโรยลงสู่ดินในเวลาแค่ชั่วข้ามสัปดาห์

อย่างไรก็ตาม ขอชี้แจงให้เข้าใจตรงกันก่อนว่า โปรแกรมชมซากุระ ณ ขุนแม่ยะนี้ ไม่เหมาะสำหรับคุณหนูคุณนายหรือคุณชายที่นิยมการท่องเที่ยวแบบติดหรูและลำบากไม่เป็น ประมาณว่าไปไหนมาไหนต้องเน้นข้าวร้อนและนอนสบายสไตล์ไฮโซเท่านั้น เพราะไปดูซากุระที่นี่ นอกจากจะต้องเดินทางไกลและค่อนข้างสมบุกสมบุนแล้ว ถ้าอยากค้างคืนบนดอย ก็ต้องนอนกลางสนามหญ้าและกินกลางซากุระ ข้าวร้อนแน่ถ้าคุณก่อไฟหรือพกเตาแก๊สไปหุง เอง นอนสบายก็ได้เท่าที่เต็นท์ของตัวเองจะจัดให้ แต่สำหรับคนหลงใหลธรรมชาติและหลงรักการผจญภัยแล้ว การเที่ยวชมซากุระดอยขุนแม่ยะจะเป็นอีกทริปหนึ่งที่คุณประทับใจจนลืมไม่ลงเลยละ

ชมพญาเสือโคร่ง ดอยขุนแม่ยะ

ภาพโดย นุ บางบ่อ

เริ่มตั้งแต่ประสบการณ์ “อ้วก + หลับ = ทางสาย 1095” ที่คุณจะได้สัมผัส เมื่อต้องขับหรือนั่งรถฝ่าโค้งนับร้อย เลาะเขาหลายต่อหลายลูกมาจนถึงเชิงดอย ต่อด้วยทางขึ้นดอยขุนแม่ยะที่เป็นทางลูกรังสมบุกสมบันจัดเต็ม สองข้างทางเป็นผืนป่ารกทึบ มีเหล่านางพญาเสือโคร่งกระจายตัวปนอยู่กับต้นสนสามใบ ทางบางช่วงมีน้ำจากลำห้วยไหลผ่านทำให้มีน้ำขังและลื่นปี๊ด ถ้าจะขับรถขึ้นเองควรเป็นรถขับเคลื่อนสี่ล้อ คนขับต้องเก่งพอควร ถ้ามาโฟรวีลแต่ไม่ไดรฟ์ คือขับเคลื่อนแค่สองล้อ ต้องมั่นใจว่าขับได้เทพจริง ๆ แต่อย่างไรก็ต้องเป็นรถกระบะที่กำลังเครื่องยนต์ดี และจะให้ดีขึ้นก็ควรยกสูงด้วย ไม่ควรพารถเก๋งขึ้นไปทรมานด้วยประการทั้งปวง เพราะถ้ารถติดหล่ม รถที่ตามมาข้างหลังเป็นพรวนนั้นจะติดแหง็กไปด้วยกันทั้งดอยนะจ๊ะ สรุปว่าถ้าไม่มั่นใจในสภาพรถ สภาพทาง และฝีมือการขับของตัวเอง ก็เหมารถ รับจ้างขึ้นไปจะดีกว่า

แม้จะเหน็ดเหนื่อยกับการกระเด้งกระดอนตลอดระยะทางหลายกิโลเมตร แต่ทันทีที่เดินทางข้ามน้ำ ฝ่าหลุม และหลบเหวมาจนถึงหน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่ยะ บร๊ะเจ้า! ภาพที่คุณจะได้เห็นตั้งแต่ปากทางเข้าที่ทำการหน่วย คือภาพพานอรามาของดอกซากุระที่แบ่งบานฟูเต็มต้นจำนวนนับร้อย ๆ ต้น เป็นพรม สีชมพูสดใสหลากหลายเฉดกระจายปกคลุมพื้นที่ทั้งดอย ตัดกับสีฟ้าเข้มของทองฟ้าใสในฤดูหนาวที่เป็นฉากหลัง ช่างเป็นภาพที่สวยหวานอบอุ่นชวนอมยิ้ม งดงามจนแทบหยุดหายใจ และทำให้ลืมความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางไปในทันที

ลานกว้าง ดอยขุนแม่ยะ

ภาพโดย นุ บางบ่อ

จุดกางเต็นท์นอนชมซากุระตั้งอยู่บริเวณที่ทำการหน่วย เป็นลานหญ้ากว้างขวาง รอบๆ มีต้นซากุระขึ้นปนอยู่กับต้นเมเปิล และสนสามใบเรียงเป็นทิวแถว กางเต็นท์ใต้ต้นซากุระที่เล็งไว้เสร็จแล้วก็พักเหนื่อย ด้วยการเดินเล่นถ่ายรูป จูงมือคนรักเดินเลาะไปตามดงซากุระในบรรยากาศเงียบสงบ อากาศเย็นเจี๊ยบและออกซิเจนล้นหลาม หรือถ้าอยากเห็นภาพระยะไกลของดอยสีชมพู ให้ไต่ทางวิบากต่อไปจนถึงจุดสูงสุดของดอยขุนแม่ยะ มองลงมาจะเห็นทะเลซากุระฉาบทาดอยทั้งลูกให้เป็นสีชมพูหวานแหววได้อย่างชัดแจ๋ว แถมยังเห็นวิวไปไกลถึงอำเภอปายและดอยหลวงเชียงดาวนู่นเลยละ

ชมพญาเสือโคร่ง ดอยขุนแม่ยะ

ภาพโดย Sittipong Worratongchai @ Thetrippacker.com

นอนสบาย…zZ

ขุนแม่ยะไม่มีบ้านพักหรือรีสอร์ทหรู สิ่งอำนวยความสะดวกที่หน่วยจัดการต้นนํ้าขุนแม่ยะเตรียมไว้ให้นักท่องเที่ยว มีเพียงลานกางเต็นท์ สุขา และซุ้มขายขนมเล็กๆ เท่านั้น ถ้าอยากค้างคืนบนดอยต้องเตรียมเต็นท์ เครื่องนอน และอุปกรณ์แคมปิ้งต่างๆ มาเอง มาที่นี่ความสุขจึงอยู่ที่ใจล้วนๆ ซึ่งจะว่าไปก็สอดคล้องกับแนวคิดแบบเซนของญี่ปุ่น ที่ว่าด้วยความสุขและสงบของจิตใจเกิดได้บนพื้นฐานของความพอเพียง ดูซากุระท่ามกลางความสุขแบบพอเพียงและธรรมชาติเพียวๆ 360 องศา รอบตัว ไม่มีสิ่งอื่นมาปรุงแต่งก็ยิ้มแฉ่งได้

เคล็ดลับนักเที่ยว

  • โดย ปกติแล้วดอกซากุระขุนแม่ยะจะบานราวเดือนมกราคมของทุกปี และบานให้ชมอยู่แค่ประมาณ 2 สัปดาห์เท่านั้น อยากเห็นโลกสีชมพูเต็ม ๆ ตาจึงต้องกะวันเวลาขึ้นดอยให้ดี แต่เนื่องจากพักหลังมานี้ ดาวเคราะห์ที่เรียกว่าโลกมีสภาพเหมือนสาววัยทอง เธอมักคาดเดาอะไรไม่ค่อยได้ ปัจจุบันจึงไม่มีใครตอบได้แน่นอนว่าดอกซากุระจะบานเมื่อไร หรือบานมากน้อยแค่ไหน หนทางที่ดีที่สุดที่จะทำให้ไม่ต้องไปกินแห้วบนดอย คือ คอยโทรถามเจ้าหน้าที่เป็นระยะๆ เมื่อถึงฤดูหนาว ก็ตั้งแต่ราวๆ ปลายเดือนธันวาคมเป็นต้นไปนั้นเอง ถ้านางเสือเธอเริ่มทิ้งใบ ดอกตูมเม็ดน้อยๆ เริ่มเป็นตุ่มติดกิ่งโกร่นๆ เมื่อไร ก็เตรียมแพ็คกระเป๋าได้เมื่อนั้น
  • ผลของนางพญาเสือโคร่งมีสีแดงแปร๊ด และรสชาติเปรี้ยวปรี๊ด ใครอยากวาดลวดลายตำส้มตำบนยอดดอย ลองใส่ผลของนางพญาเสือโคร่งแทนมะนาวดู เผื่อได้เมนูใหม่เก๋ไก๋ใช่ย่อย ถ้าอร่อยก็อย่าลืมบอกต่อด้วย!
  • กางเต็นท์นอนดูซากุระบนดอยขุนแม่ยะ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ใดๆ แต่ถ้าไปกางเต็นท์ที่อุทยานแห่งชาติห้วยนํ้าดัง ต้องเสียค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานและค่าธรรมเนียมกางเต็นท์ด้วย หากไม่ได้นำไปเองสามารถเช่าเต็นท์และเครื่องนอนของอุทยานได้ ติดต่ออุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง ได้ที่ โทร. 0-5324-8491, 0-5326-3910
  • แม้ หน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่ยะจะไม่ใช่เขตอุทยานแห่งชาติ แต่ก็มีกฎระเบียบในการเข้าใช้สถานที่ หมายความว่าเรากำลังเข้าไปรบกวนธรรมชาติและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานราชการ จึงควรปฏิบัติตามกฎที่เจ้าหน้าที่กำหนดไว้ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและรบกวนธรรมชาติให้น้อยที่สุด ดอยสีชมพูจู้ฮุกกรูนี้จะได้คงความงดงามอยู่ไปถึงรุ่นต่อๆไป
  • สอบถาม ข้อมูลช่วงซากุระบานได้ที่หน่วยจัดการต้นนํ้าขุนแม่ยะ โทร. 0-5321-7453 และสอบถามข้อมูลท่องเที่ยวดอยขุนแม่ยะเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงใหม่ โทร; 0-5324-8604, 0-5324-8607 เว็บไซต์ www.tourismthaiIand.org

การเดินทางไป…ดอยขุนแม่ยะ จ.เชียงใหม่

จากอำเภอเมืองเชียงใหม่ใช้ทางหลวงหมายเลข 107 (ถนนโชตนา หรือ เชียงใหม่-ฝาง) ไปจนถึงตำบลขี้เหล็ก อำเภอแม่แตง เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 1095 สายปราบเซียน (ถนนแม่มาลัย-ปาย) เพราะเป็นเส้นทางที่มีจำนวนโค้งมากที่สุดสายหนึ่งของประเทศไทย แถมยังลดเลี้ยวขึ้นเขาสูงชัน จึงต้องขับขี่อย่างระมัดระวัง ขับไปประมาณ 60 กว่ากิโลเมตรจะเห็นทางแยกเข้าอุทยานแห่งชาติห้วยนํ้าดังอยู่ด้านขวามือ เตรียมชะลอรถได้ ไปต่ออีกประมาณกิโลเมตรกว่าๆ จนถึงหลักกิโลเมตรที่ 67 จะเจอด่านตรวจแม่ยะ ณ จุดนี้ถ้าหน้าตาคุณอินเตอร์จนพี่ทหารไม่ให้ผ่านด่าน ก็จัดการควักบัตรประชาชนมายืนยันความเป็นไทยพร้อมร้องเพลงชาติไทยให้ชัดถ้อยชัดคำ แจ้งความประสงค์ให้พี่ ๆ เจ้าหน้าที่ทราบว่า จะขึ้นดอยขุนแม่ยะครับ/ค่ะ แล้วเลี้ยวข้ายเข้าสู่ถนนลูกรัง ควบอย่างมั่นใจไต่ระดับความสูงขึ้นไปอีกราว ๆ 8 กิโลเมตร ก็จะถึงที่ทำการหน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่ยะและสุดยอดจุดชมซากุระเมืองไทย เย้!

แต่ถ้าไม่เช่ารถขับไปเอง ก็สามารถขึ้นรถประจำทางและรถตู้สายที่ไปอำเภอปายและแม่ฮ่องสอน ไปลงที่ด่านตรวจแม่ยะ ปากทางขึ้นดอยขุนแม่ยะได้ ขึ้นรถได้ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดเชียงใหม่ (อาเขต) เคาน์เตอร์ขายตั๋ว รถบัสของบริษัทเปรมประชาขนส่ง จำกัด อยู่ด้านหลังอาคารผู้โดยสาร โทร. 0-5324-4737, 0-5324-2767 ส่วนรถตู้ของบริษัท aYa Service จำกัด ไปขึ้นรถได้ที่หน้าสถานีรถไฟเชียงใหม่ โทร.จองที่นั่งและเรียกรถไปรับตามจุดต่างๆ ในเชียงใหม่ได้ที่หมายเลข 0-5324-7663, 0-5324-7889 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ayaservice.com

ถ้าไปโดยรถตู้จะใช้เวลาเดินทางราวๆ 2 ชั่วโมง ส่วนรถบัสใช้เวลา ประมาณ 3 ชั่วโมง ก่อนขึ้นรถอย่าลืมบอกคนขับรถให้จอดส่งที่ด่านตรวจแม่ยะด้วย ไปถึงด่านแล้วให้ติดต่อเหมารถขึ้นดอยได้จากเจ้าหน้าที่ที่ด่านได้เลย มีรถกระบะของชาวบ้านให้บริการอย่ตรงปากทางขึ้นดอยตลอดทั้งวัน ราคาเหมาไป-กลับประมาณพันกว่าบาท นั่งไปได้หลายคน จึงสมควรพาฝูงเพื่อนไปเยอะๆ จะได้ช่วยกันหารค่ารถ สำหรับคนที่ขับรถมาเอง แต่ต้องการเหมารถขึ้นดอย ก็สามารถจอดรถของท่านไว้ที่บริเวณด่านตรวจปากทางขึ้นดอยได้ ปลอดภัย ใครๆ เขาก็จอดกันจ้ะ

ท่องเที่ยว…ห้ามพลาด!

ชมซากุระ แล้วไปเพลิดเพลินต่อกับแหล่งท่องเที่ยวมากมาย ตลอดทางหลวงหมายเลข 1095 มุ่งหน้ากลับเชียงใหม่มีที่ให้แวะรายทางหลายแห่ง พักค้างแรมได้อีกหลายคืน ทั้งห้วยน้ำดัง ดอยสามหมื่น โป่งเดือดป่าแป๋ และน้ำตกหมอกฟ้า แล้วไปชมซากุระงามๆ อีกแห่งที่ขุนช่างเคี่ยน ไม่ไกลจากตัวเมืองเชียงใหม่เลยวัดพระธาตุดอยสุเทพขึ้นไปประมาณครึ่งชั่วโมง แวะพักเชียงใหม่อีกสักคืน กินข้าวซอยเจ้าดังและเที่ยวถนนคนเดิน รุ่งขึ้นค่อยกลับ

หรือถ้ามีเวลาเยอะมาก จะเที่ยวต่อไปบนทางหลวงหมายเลข 1095 และ 108 เป็นทริปยาวรอบเส้นทางสายวงกลมเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน แบบเก็บครบก็ได้ เริ่มจากแวะเที่ยวอำเภอปาย อำเภอปางมะผ้า มุ่งหน้าต่อไปยังจังหวัดแม่ฮ่องสอน เที่ยวถ้ำปลา ภูโคลน ปางอุ๋ง วัดพระธาตุดอยกองมู น้ำตกแม่สุรินทร์ อำเภอขุนยวม อำเภอแม่สะเรียง อุทยานแห่งชาติออบหลวง อำเภอแม่แจ่ม หรืออุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ แล้วกลับเข้าเชียงใหม่ทางอำเภอหางดง

ลิงก์ผู้สนับสนุน

แชร์เรื่องนี้